“น่าจับตา! บาบาวานก้า ทำนายปี 2026 โลกจะสั่นสะเทือน!

ทุกครั้งที่โลกหมุนไปข้างหน้ามักจะมีใคร บางคนที่ลุกขึ้นมาเตือนมนุษย์ให้รู้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามา หนึ่งในนั้นคือหญิงชราตาบอดจากบาลแกเรีย ผู้คนทั้งยุโรปเรียกเธอว่าบาบาวานาก้า เธอไม่ใช่เพียงคนธรรมดาแต่เป็น บุคคลที่เชื่อเชื่อกันว่ามองเห็นอนาคตได้ อย่างลึกลับและแม่นยำจนหน้าขนลุก ตั้งแต่เธอยังมีชีวิตอยู่จนถึงหลังความ ตายชื่อของเธอยังคงถูกกล่าวถึงไม่เว้นแต่ ละปีเพราะคำทำนายหลายข้อที่เธอพูดไว้ได้ เกิดขึ้นจริงอย่างไม่น่าเชื่อบาบาวาก้า เกิดเมื่อปี 1911 ในครอบครัวยากจนที่หมู่ บ้านเล็กๆแห่งเธอสูญเสียดวงตาไปตั้งแต่

วัยเด็ดหลังจากถูกพายุทรายพัดเข้าใส่ดวง ตาอย่างรุนแรงแต่หลังจากเหตุการณ์นั้นเอง เธอกลับเริ่มมีสัมผัสพิเศษพูดถึงเรื่อง ที่ยังไม่เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมอง ไม่เห็นและค่อยๆกลายเป็นหญิงผู้เป็นที่ เคารพในดินแดนเบาขานคำพูดของเธอมักเป็น ประโยคสั้นแต่กินใจคล้ายปริศนาจนใครต่อ ใครต้องจดไว้ตีความในภายหลังหลายคน คงเคยได้ยินว่าเธอเคยทำนายเหตุการณ์ใหญ่ ของโลกเช่นเหตุการณ์ 9/11 การเกิดสึนามิ ปี 2004 การล่มสลายของสหภาพโซเวียต และแม้แต่การระบาดของโรคร้ายที่ทำให้โลก ต้องหยุดชะงักซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ชื่อของ บาบาวานาก้า

ไม่เคยเลือนหายไปจากหน้า ประวัติศาสตร์ จนกระทกระทั่งมีคนย้อนกลับมาค้นใน สมุดคำทำนายของเธออีกครั้งและพบข้อความ หลายบรรทัดที่พูดถึงปี 2026 ปีที่เธอระบุ ว่าโลกจะเปลี่ยนจากภายในอย่างที่ ไม่เคยเป็นมาก่อนปี 2026 กำลังจะมา ถึงและสิ่งที่เธอพูดไว้เมื่อหลายสิบปี ก่อนเริ่มถูกนำมาเชื่อมโยงกับเหตุ การณ์จริงในปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญหลายคนตี ความว่านี่อาจเป็นปีแห่งการเปลี่ยน แปลงขั้วอำนาจโลกปีที่เศรษฐกิจและ เทคโนโลยีจะผลัดใบจากมือหนึ่งไปสู่อีกมือ หนึ่งและเป็นปีที่มนุษย์ต้องเผชิญกับความ

จริงว่าโลกนี้ไม่ได้อยู่ในสมดุลเหมือน เดิมอีกต่อไปบาบาวานาก้าเคยกล่าวไว้ว่าปี แห่งการสั่งสะเทือนของผู้นำผู้มี อำนาจจะเปลี่ยนมือจากตะวันตกไปสู่ตะวัน ออกประโยคนี้เคยถูกมองว่าเป็นเพียงถ้อย คำกว้างว่างแต่เมื่อเรามองโลกในตอน นี้จะเห็นว่ามันเริ่มปรากฏอย่างชัดเจน ประเทศในเอเชียเริ่มเติบโตอย่างรวด เร็วจีนอินเดียและกลุ่มประเทศบิกเริ่ม ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจในระดับที่ไม่เคย มีมาก่อนในขณะที่อำนาจของโลกตะวัน ตกเริ่มสั่นคลอนจากปัญหาภายในทั้งทางการ เมืองเศรษฐกิจและสังคมสิ่งที่เธอพูดไว้ เมื่อหลายสิบปีก่อนจึงเหมือนกำลังค่อยๆ

ปรากฏขึ้นช้าแต่มั่นคง เมื่ออำนาจของโลกเปลี่ยนมือย่อมหมายถึง สมการใหม่ของมนุษยชาติ เงินตราพลังงานเทคโนโลยีและทรัพยากร ธรรมชาติจะถูกจัดสรรใหม่ทั้งหมดบางประเทศ จะร่ำรวยขึ้นบางประเทศจะตกต่ำและผู้คน จำนวนมากอาจต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่เพราะ สิ่งที่เคยมั่นคงอาจไม่มั่นคงอีกต่อไปปี 2026 อาจเป็นปีที่โลกเริ่มเข้าสู่ยุค ใหม่แห่งการทดสอบยุคที่ผู้มีอำนาจเก่า ต้องวางมือและผู้มีพลังใหม่จะก้าวขึ้นมา แทนที่มีอีกตอนหนึ่งในคำทำนายของ บาบาวานาก้าที่กล่าวไว้ว่าแสงใหม่จะถูก ค้นพบแต่จะมาพร้อมความร้อนที่โลก ไม่เคยรู้จักประโยคนี้ทำให้หลายคนสงสัย ว่าเธอกำลังพูดถึง

บางคนตีความว่าเป็นพลังงานรูปแบบ ใหม่บางคนเชื่อว่าเป็นคำเตือนเรื่องภัย ธรรมชาติเพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโลก เริ่มเผชิญกับคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น อุณหภูมิพุ่งสูงเป็นประวัติการน้ำแข็ง ขั้วโลกละลายและระบบนิเวศหลายแห่งกำลัง เปลี่ยนไปอย่างน่ากังวลนักวิทยาศาสตร์บาง คนถึงกับเรียกช่วงเวลานี้ว่าจุดเปลี่ยน ของโลกเพราะถ้าอุณหภูมิ เฉลี่ยของโลกยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจะ เกิดผลกระทบที่ย้อนกลับไม่ได้อีก ต่อไปในอีกด้านหนึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้าน เทคโนโลยีบางกลุ่มเชื่อว่าคำว่าแสง ใหม่ของบาบาวาก้าอาจหมายถึงพลังงาน

ฟิวชั่นหรือพลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ มนุษย์กำลังเร่งวิจัยหากสำเร็จมัน จะพลิกโฉมโลกทั้งใบมนุษย์จะไม่ต้องพึ่ง น้ำมันหรือถ่านหินอีกต่อไปแต่ในขณะเดียว กันมันก็อาจสร้างความเสี่ยงครั้ง ใหญ่เพราะพลังงานชนิดนี้มีความร้อนสูง มหาศาลหากควบคุมไม่ดีผลลัพธ์อาจ เป็นหายนะระดับดาวพลังเคราะห์คำทำนายของ เธอจึงเหมือนเป็นคำเตือนสองแง่สอง งามบอกเราว่าสิ่งที่ดูเหมือนเป็นความก้าว หน้าอาจแฝงด้วยอันตราย เมื่อพูดถึงคำทำนายเรื่องเทคโนโลยี บาบาวาน้ายังพูดไว้ด้วยว่ามนุษย์จะเริ่ม สร้างมนุษย์อีกแบบซึ่งไม่ใช่เลือด

เนื้อแต่มีจิตสำนึกหากเรามองจากปัจจุบัน จะเห็นว่ามันตรงกับสิ่งที่กำลัง เกิดขึ้นจริงยุคของ AI และหุ่นยนต์ อัจฉริยะกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว AI หลาย ตัวมีความสามารถคิดเรียนรู้และตอบ สนองราวกับมีชีวิตบางระบบถึงขั้น สามารถสร้างผลงานศิลปะแต่งเพลงหรือเขียน เรื่องราวด้วยอารมณ์ใกล้เคียงมนุษย์นัก ปรัชญาหลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าถ้า AI มี จิตมนุษย์ยังเป็นผู้ควบคุมอยู่หรือ ไม่คำทำนายของบาบาวานาก้าจึงไม่ได้เพียง เตือนเรื่องอนาคตทางเทคโนโลยีแต่ยัง สะท้อนคำถามทางจิตวิญญาณว่ามนุษย์ จะรับผิดชอบสิ่งที่ตนสร้างได้มากแค่ไหนปี

2026 อาจเป็นปีที่เส้นแบ่งระหว่างชีวิต จริงกับชีวิตจำลองเริ่มพร่าหมู่ และอาจเป็นปีที่มนุษย์ต้องเลือกทิศทางของ ตนเองอย่างเด็ดขาดคำทำนายอีกข้อหนึ่งของ เธอพูดถึงการเปลี่ยนแปลงด้าน เศรษฐกิจว่าจะมีช่วงหนึ่งที่คนถืองอนเทา แต่ไม่มีค่าผู้มีศรัทธาเท่านั้นที่จะอยู่ รอดถ้อยคำนี้ชวนให้คิดถึงสภาวะของโลกใน ตอนนี้เมื่อเงินตราเริ่มไม่มีค่าคงที่ เศรษฐกิจโลกผันผวนและเทคโนโลยีดิจิตัล เข้ามาแทนที่ระบบเก่า บางประเทศกำลังเผชิญภาวะเงินเฟ้อรุนแรง บางประเทศหนี้ท่วมบางคนเริ่มกลับไปใช้ของ แลกของและบางกลุ่มเริ่มหันกลับมาพึ่ง

ธรรมะเพราะเชื่อว่าสิ่งที่มั่นคงที่สุด ไม่ใช่เงินแต่คือจิตใจที่ไม่หวั่นไหว บาบาวานาก้าอาจกำลังบอกเราว่ามนุษย์กำลัง เข้าสู่ยุคที่วัดกันด้วยศีลธรรมไม่ใช่ ทรัพย์สินและผู้ที่มีความดีในใจจะเป็นผู้ รอดจากความวุ่นวายทั้งหมดหากเรามองจากมุม หนึ่งจะเห็นว่าคำทำนายของเธอไม่ได้เป็น เพียงการคาดการณ์เหตุการณ์ลึกลับแต่คือ การเตือนให้มนุษย์กลับมามองตนเองเรากำลัง ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบแข่งขันสะสมแต่กลับ ลืมถามตนเองว่าเราใช้ชีวิตเพื่ออะไร ปี 2026 อาจเป็นปีที่มนุษย์ต้อง หยุดและทบทวนเพราะเมื่อทุกอย่างเปลี่ยน สิ่งเดียวที่คงอยู่คือใจของเราเองเมื่อ

โลกเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่รวด เร็วเกินควบคุมมนุษย์จำนวนมากเริ่มรู้สึก เหมือนหลงอยู่ในกระแสที่ไม่อาจหวนกลับ บาบาวกล้าเคยพูดไว้อีกว่าเมื่อความมืด ครอบงำผู้คนจะหันหาความสว่างจากภายในตน เองประโยคนี้อาจเป็นคำเตือนถึงยุค ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ยุคที่ เทคโนโลยีและความสะดวกสบายพัฒนาไป ข้างหน้าอย่างไม่หยุดหยัง แต่จิตใจของคนกลับว่างเปล่าและเหนื่อยล้า อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนโลกภายนอก เจริญขึ้นทว่าภายในกลับเต็มไปด้วยความ วุ่นวายและความกลัวที่ซ่อนอยู่ในใจ หลายปีมานี้เราเห็นสัญญาณของความเปลี่ยน

แปลงทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นทั่วโลกผู้คน เริ่มหันมาสนใจการทำสมาธิการ ปฏิบัติธรรมการเชื่อมต่อกับพลังจักรวาล และการตื่นรู้ในจิตสำนึกมากขึ้นไม่ ว่าจะอยู่ในประเทศใดศาสนาใดต่างเริ่มพูด ภาษาเดียวกันคือการกลับมาหาตัวตน ที่แท้จริงเหมือนกับที่บาาวานก็เคย กล่าวไว้ว่าเมื่อโลกตกอยู่ในความมืดผู้คน จะเริ่มเห็นแสงแห่งจิตใจนั่นคือ ช่วงเวลาที่เรากำลังเดินเข้าสู่ในตอนนี้ ในปี 2026 การเปลี่ยนถ่านนี้อาจเข้มข้น กว่าที่ผ่านมาผู้คนจะเริ่มตั้งคำ ถามกับทุกสิ่งที่เคยเชื่อว่าจะมั่นคงทั้ง ระบบการศึกษาการเมืองศาสนาและ

เศรษฐกิจ หลายสิ่งจะถูกเปิดเผยหลายสิ่งจะพังทลาย เพื่อให้สิ่งใหม่ได้เกิดขึ้นแทนที่ และนั่นอาจเป็นสิ่งที่บาบาวกล้าพยายาม เตือนให้เราเตรียมใจไว้ตั้งแต่หลาย สิบปีก่อนนักวิเคราะห์บางคนเปรียบเทียบ ช่วงนี้กับการเข้าสู่ยุคเตือนรู้ทางจิต หรือ spiritual awakening ซึ่งไม่ได้ หมายถึงเรื่องเหนือธรรมชาชาติหากแต่หมาย ถึงการที่มนุษย์เริ่มมองเห็นความจริงว่า ชีวิตนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อสะสม สิ่งของหรือเงินทองแต่เพื่อเรียนรู้เข้า ใจและอยู่ร่วมกันอย่างมีสติการที่ผู้คน ทั่วโลกเริ่มสนใจเรื่องพลังบวกพลังจิตการ

สวดมนต์หรือการใช้ความเงียบเพื่อเยียวยา ใจล้วนเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านทาง พลังงานโลกที่ตรงกับสิ่งที่บาบาวานกล้า กล่าวไว้ว่าโลกจะไม่เหมือนเดิมเพราะผู้คน จะเปลี่ยนจากภายใน เธอยังเคยพูดถึงเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่ อาจรุนแรงขึ้นในช่วงเวลานี้ว่าผืนดินจะ สั่นน้ำจะเอ่อล้นและไฟจะลุกขึ้นจากที่ไม่ ควรมีหลายคนตีความว่าเป็นคำเตือนถึงภัย ธรรมชาติที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง ซึ่งตอนนี้เราก็เห็นชัดเจนแล้วว่าโลก กำลังส่งสัญญาณเตือนครั้งแล้วครั้งเล่า แผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิดพายุและน้ำท่วมใน หลายภูมิภาคกำลังเพิ่มขึ้นในความถี่และ

ความรุนแรงมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อ ไปแต่คือผลจากความไม่สมดุลที่เราสร้าง ขึ้นแต่บาบาหว่านกล้าไม่เคยพูดเพียงด้าน มืดเธอมักจะฝากแสงแห่งความหวังไว้ในทุกคำ เตือนเธอพูดว่าเมื่อความมืดที่สุดจะผ่าน พ้นแสงแห่งยุคใหม่จะเริ่มขึ้นหมายความว่า ความวุ่นวายที่เราเผชิญในตอนนี้ไม่ ได้เกิดขึ้นเพื่อทำลายแต่เพื่อผลักให้ มนุษย์กลับมาเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่าง แท้จริงปี 2026 จึงอาจไม่ใช่ปีแห่ง การหายนะแต่เป็นปีแห่งการชำระล้างเพื่อ เปิดทางให้พลังใหม่พลังแห่งความเข้าใจและ ความเมตตาเข้ามาแทนที่ในด้าน เศรษฐกิจบาบาวก้าได้พูดถึงยุคที่เงินจะ

ไร้ค่าซึ่งนักคิดหลายคนตีความว่าโลกกำลัง เข้าสู่ยุคของระบบดิจิทัลเต็มรูป แบบเงินสัตว์อาจหมดความหมายและระบบ เศรษฐกิจใหม่จะเกิดขึ้นที่ไม่อิง กับทองคำหรือธนาคารแบบเดิมแต่ผูกกับความ เชื่อถือความไว้วางใจและพลังของจิต ใจผู้คนโลกจะไม่วัดฆ่าคนด้วยจำนวนเงินใน บัญชีอีกต่อไปแต่จะเริ่มมองที่คุณค่าภาย ในความสามารถและพลังของการสร้างสรรค์ เมื่อพิจารณาคำพูดของเธอในบริบทนี้ มันชัดเจนว่าศรัทถาที่บาบาวานกล้ากล่าว ถึงไม่ได้หมายถึงศาสนาเพียงอย่าง เดียวแต่หมายถึงพลังแห่งความเชื่อที่อยู่ ในใจมนุษย์ผู้ที่เชื่อมั่นในความดี

ผู้ที่มีจิตมั่นคงไม่หวั่นไหวกับการ เปลี่ยนแปลงจะเป็นผู้ที่ยืนหยัดได้ในยุค แห่งการสั่นสะเทือนนี้หลายคำทำนายของเธอ ยังกล่าวถึงการกลับมาของความจริงเธอ พูดว่าสิ่งที่ถูกซ่อนจะถูกเปิดเผย และสิ่งที่เคยเคยเชื่อว่าแน่แท้อาจไม่ จริงอาจหมายถึงการเปิดโปงข้อมูลระดับ โลกการเปลี่ยนมุมมองทางสังคมการ ตื่นรู้ของผู้คนที่เริ่มเห็นสิ่ง ที่ซ่อนอยู่หลังม่านของข่าวสารและการ เมืองคำพูดนี้กำลังสอดคล้องกับสิ่ง ที่เกิดขึ้นจริงในยุคข้อมูลข่าวสารที่ ความจริงไม่อาจถูกปิดได้อีกต่อไป ทุกคนสามารถเป็นสื่อเองได้ทุกเสียงมีพลัง

และทุกเรื่องสามารถถูกเปิดเผยได้เพียง >> >> ปลายนิวนั่นคือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ บาบาวก้าอาจกำลังพูดถึงยุคที่คนเริ่มค้น หาความจริงจากภายในมากกว่าจากสิ่งที่ เห็นด้วยตาเธอเคยพูดไว้ว่าคนจะมอง เห็นได้แม้ไม่มีตาซึ่งอาจหมายถึงการตื่น รู้ในใจมองเห็นด้วยจิตมากกว่าการเห็นด้วย สายตามนุษย์จะเริ่มเข้าใจว่าความจริงแท้ ไม่ได้อยู่ที่สิ่งภายนอกแต่อยู่ที่ความ เข้าใจภาย คำทำนายของเธอยังพูดถึงพลังแห่ง ความสามัคคีเธอบอกว่าจะมีวันที่คนต่าง ชาติต่างศาสนาต่างภาษามาจับมือกันเพราะ รู้ว่าศัตรูที่แท้จริงไม่ใช่กันและกันแต่ คือความไม่เข้าใจประโยคนี้ให้ความ

หวังว่าแม้โลกจะผ่านความขัดแย้งการแบ่ง แยกและสงครามมานับหวนไม่ถ้วนแต่สุด ท้ายมนุษย์จะกลับมาเห็นคุณค่าของกันและ กันอีกครั้งเหมือนการกลับบ้านหลังจากหลง ทางมานานปี 2026 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของ การรวมพลังครั้งใหม่โลกอาจไม่เหมือนเดิม อีกต่อไปในแง่การปกครองหรือเทคโนโลยีแต่ ในอีกด้านหนึ่งมันอาจเป็นปีที่ผู้คนเริ่ม ตื่นจากความฝันยาวนานของวัตถุนิยมและหัน กลับมาหาความเรียบง่ายความสงบและความเข้า ใจในชีวิต เมื่อเราอ่านคำทำนายของบาบาววานกล้าในมุม นี้จะพบว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ต้องการให้ ใครกลัวแต่ต้องการให้เราตระหนักเธอเตือน

ให้มนุษย์รู้ว่าโลกไม่ได้จะล่มสลายจากไฟ หรือสงครามแต่อาจล่มสลายจากความมืดในใจคน ถ้าเรายังไม่รู้จักให้อภัยยังไม่รู้จัก แบ่งปันและยังมองกันด้วยความเกลียด ชังเธอจึงพูดว่าอย่ากลัวสิ่งที่กำลังจะมา จงกลัวเพียงความมืดในใจของตนเอง ถ้อยคำนี้กลายเป็นคำสอนสำคัญที่ผู้ศรัทธา นำไปใช้เตือนสติเพราะต่อให้โลกภาย นอกเปลี่ยนแปลงไปเพียงใดถ้าใจยังสว่างเรา ก็ยังอยู่ได้อย่างมั่นคงแต่ถ้าใจมืดแม้ โลกจะสวยงามเพียงใดเราก็ไม่อาจเห็น ความสุขได้ท้ายที่สุดคำทำนายของบาบาวก้า ไม่ได้เพียงเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับอนาคต เท่านั้นแต่คือกระจกสะท้อนความจริงของ

มนุษย์เธออาจต้องการให้เรามองมอง เห็นว่าโลกภายนอกที่วุ่นวายไม่ต่างจากจิต ใจของเราที่สับสนและเมื่อเรากลับมา สงบได้โลกภายนอกก็จะสงบตามไปด้วยปี 2026 จึงไม่ใช่ปีแห่งการหายนะแต่เป็นปี แห่งการเริ่มต้นใหม่การเปลี่ยนผ่านของยุค เก่าสู่ยุคใหม่การล้างพลังงานเก่า ที่เต็มไปด้วยความกลัวและความโลภเพื่อ เปิดทางให้พลังใหม่พลังแห่งความเข้าใจ และความเมตตาเข้ามาแทนที่ บาบาวานกล้าอาจ อยู่ในใจผู้คนทั่วโลกเธอไม่เคยบอกให้เรา รอปาฏิหาริย์แต่ให้เราเป็นปาฏิหาริย์นั้น เองด้วยการทำดีคิดดีและทรงพลังแห่ง

แสงสู่คนรอบข้างเธอพูดว่าเมื่อคนหนึ่ง สว่างความมืดนับพันก็หายไปนั่นคือพลังของ มนุษย์ที่แท้จริงดังนั้นหากปี 2026 มาถึง อย่ากลัวสิ่งที่โลกจะนำมาให้เพราะ ทุกสิ่งล้วนเกิดเพื่อปลุกให้เราตื่นขอให้ ทุกคนใช้ปีนี้อย่างมีสติใช้ชีวิตด้วยความ ดีความเข้าใจและศรัทธาในแสงในตนเองเพราะ อนาคตของโลกไม่ได้อยู่ที่ผู้นำหรือ เทคโนโลยีแต่อยู่ที่หัวใจของเราทุก คน เมื่อมองจากมุมสูงโลกทั้งใบอาจดูเหมือน เล็กลงเพราะเทคโนโลยีแต่แท้จริง แล้วโลกกำลังขยายในด้านจิตจิตวิญญาณเรา เริ่มเชื่อมต่อกันด้วยความรู้สึก มากกว่าคำพูดเริ่มเข้าใจว่าความสุข ไม่ได้อยู่ที่การครอบครองแต่อยู่ที่การ

ปล่อยวางบาบาวกล้าได้ทิ้งคำไว้ว่าเมื่อ มนุษย์รู้จักปล่อยโลกจะได้พักและนั่นอาจ เป็นบทสรุปของคำทำนายทั้งหมดโลกอาจ กำลังเปลี่ยนไปในทางที่คาดไม่ถึงแต่ไม่ ว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นไรหากใจเราสงบเรา จะเห็นทุกสิ่งชัดขึ้นความกลัวจะกลายเป็น ปัญญาความทุกข์จะกลายเป็นบทเรียนและทุก การเปลี่ยนแปลงจะกลายเป็นประตูสู่ ความเข้าใจใหม่ปี 2026 จึงอาจไม่ใช่ปี แห่งการสิ้นสุดแต่เป็นปีแห่งการ ตื่นรู้ของมนุษย์ทั้งโลกและเมื่อวันนั้น มาถึงขอให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของแสงนั้น แสงที่เริ่มจากใจแผ่ขยายออกไปยังคนรอบ ข้างแสงที่ไม่ต้องดังแต่อ่อนโยนและมั่นคง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *